ประโยชน์ของปลากัด







ข้อดีของการเลี้ยงปลาสวยงามในแง่ธุรกิจ

   
จากการที่การเลี้ยงปลาสวยงามมีการขยายตัวมากขึ้นทำให้ตลาดขยายตัวมากขึ้น มีความต้องการปลาสวยงามชนิดต่างๆเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้มีการเลี้ยงปลาสวยงามเชิงธุรกิจมากขึ้น ทั้งที่ทำเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลักซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับกิจการเลี้ยงสัตว์ชนิดอื่นๆหรือกิจการเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดที่ใช้เพื่อการบริโภคจะเห็นได้ว่าการปรับปรุงการเลี้ยงปลาสวยงามจากงานอดิเรกมาเป็นการเลี้ยงเชิงธุรกิจมีข้อได้เปรียบดีกว่าดังนี้
   3.1 ราคาปลาสวยงามมีค่าต่อหน่วยสูงคือราคาปลาสวยงามแต่ละตัวค่อนข้างสูงมากถึงแม้จะเป็นปลาขนาดเล็กก็มักจะขายส่งได้ราคาไม่ต่ำกว่าตัวละ1.00 บาทส่วนปลาที่ได้รับความนิยมเมื่อเลี้ยงได้ขนาดโตตามที่ผู้ซื้อต้องการก็จะขายได้ราคาสูงมาก เช่น ปลาทองราคาไม่ต่ำกว่า ตัวละ500.00บาท ปลาคาร์พราคาไม่ต่ำกว่า ตัวละ1,000.00บาทปลาปอมปาดัวร์ราคาไม่ต่ำกว่า ตัวละ500.00 บาทและปลามังกร(ปลาอะโรวาน่า) ราคาไม่ต่ำกว่า ตัวละ20,000.00บาท
   3.2 การเพาะเลี้ยงปลาสวยงามใช้พื้นที่น้อยและเงินลงทุนต่ำไม่จำเป็นต้องสร้าง บ่อดินหรือบ่อซีเมนต์อาจเริ่มต้นกิจการโดยใช้กะละมัง ถังซีเมนต์(ถังส้วม) ถังพลาสติก หรือ ถังไฟเบอร์เป็นบ่อเลี้ยง บ่อเพาะพันธุ์ บ่อฟักไข่ และบ่ออนุบาลลูกปลาได้โดยพิจารณาเลือกให้เหมาะสมกับชนิดปลาที่จะเลี้ยง เช่น การเพาะเลี้ยงปลากัด ปลาสอดปลาหางนกยูง มีเพียงกะละมังและถังพลาสติกก็สามารถดำเนินการได้สำหรับปลาบางชนิดอาจจำเป็นต้องใช้ตู้กระจกสำหรับการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์และการเพาะพันธุ์เช่น ปลาปอมปาดัวร์ เพราะจำเป็นต้องมีการควบคุมอุณหภูมิและติดตามผลการเพาะพันธุ์นอกจากนั้นยังสามารถดำเนินการอยู่ภายในอาคารที่มีอยู่แล้วโดยไม่จำเป็นต้องมีการขยายพื้นที่
   3.3 ความได้เปรียบในเรื่องระยะเวลาการเลี้ยงปลาสวยงามมักใช้ระยะเวลาช่วงสั้นๆก็สามารถผลิตปลาออกส่งขายได้
   3.4 การเลี้ยงปลาสวยงามสามารถดูแลได้ง่ายใช้เวลาแต่ละวันไม่มากนักการเปลี่ยนถ่ายน้ำไม่จำเป็นต้องกระทำทุกวันอีกทั้งความสวยงามของปลาทำให้เกิดความเพลิดเพลินในระหว่างการทำงานได้ด้วย
   3.5 การเลี้ยงปลาสวยงามสามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้ง่ายเช่น การควบคุมโรค การกรองน้ำตลอดจนการควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งมีความจำเป็นในปลาบางชนิด เช่น ปลาปอมปาดัวร์และปลานีออน                                               
ศักยภาพในการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามของประเทศไทย

     
ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นอย่างยิ่งเพราะมีปัจจัยหลายประการที่มีความได้เปรียบทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจะเห็นได้จากคำพังเพยที่ว่าในน้ำมีปลา ในนามีข้าวซึ่งแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปลาธรรมชาติมาตั้งแต่ดั้งเดิมซึ่งก็น่าจะมีชนิดปลาที่จะนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้มากด้วยศักยภาพหรือปัจจัยที่ช่วยทำให้ประเทศไทย มีความเหมาะสมที่จะพัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม มีดังนี้
   4.1 สภาพทางภูมิศาสตร์เมื่อพิจารณาทางด้านสภาพพื้นที่ของประเทศไทยจะพบว่ามีความได้เปรียบในเรื่องสภาพพื้นที่เป็นอย่างยิ่งคือเรามีจำนวนลุ่มน้ำที่สำคัญหลายแห่ง ได้แก่ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำป่าสักลุ่มน้ำสงคราม ลุ่มน้ำโขง ลุ่มน้ำชี ลุ่มน้ำมูล ลุ่มน้ำแม่กลอง ลุ่มน้ำแควน้อยและลุ่มน้ำตาปี โดยมีแม่น้ำ ลำธาร ลำห้วยต่างๆในแต่ละลุ่มน้ำเป็นจำนวนมากความได้เปรียบในด้านนี้ส่งผลให้ประเทศไทยมีพรรณปลาชนิดต่างๆมากมายหลายร้อยชนิด เช่นในแม่น้ำโขงและสาขา พบปลาจำนวน243 ชนิด แม่น้ำปิง พบ40 ชนิด แม่น้ำแม่กลอง แควใหญ่ และแควน้อย พบ130 ชนิด แม่น้ำมูล พบ116 ชนิด แม่น้ำปัตตานี พบ42 ชนิดแม่น้ำเจ้าพระยา พบ127 ชนิดจากจำนวนชนิดปลาที่สำรวจพบเหล่านี้ พบว่ามีอยู่มากกว่า 50 ชนิดที่ได้รับความนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามมีการรวบรวมซื้อขายกันทั้งตลาดภายในประเทศและตลาดต่างประเทศ
นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีชายฝั่งทะเลที่มีความสมบูรณ์มีทั้งป่าชายเลนและแนวปะการังทำให้เรามีปลาทะเลที่สวยงามไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าประเทศอื่นๆอีกจำนวนมาก
   4.2 สภาพภูมิอากาศประเทศไทยอยู่ในเขตร้อน มีอุณหภูมิอยู่ระหว่าง27 - 35 องศาเซลเซียสทำให้มีความเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาสวยงามเป็นอย่างยิ่งเพราะอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตของปลา และการเจริญพันธุ์ทำให้ปลาเติบโตและถึงวัยสมบูรณ์เพศได้รวดเร็วกว่าปลาที่เลี้ยงในเขตอบอุ่นและเขตหนาวตลอดจนการมีสีสันบนตัวปลาก็จะมีความเข้มงดงาม และมีสีสันอยู่เกือบตลอดปีมีปลาสวยงามจากต่างประเทศหลายชนิดที่นำเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยแล้วเจริญเติบโตรวดเร็ว อีกทั้งยังสามารถแพร่ขยายพันธุ์ได้เป็นอย่างดี เช่นปลาออสการ์ ปลาปอมปาดัวร์ และปลาเทวดา ทำให้เรากลายเป็นผู้ผลิตลูกปลาดังกล่าวส่งไปขายตลาดต่างประเทศได้เป็นจำนวนมาก
   4.3 แหล่งอาหารการเลี้ยงปลาสวยงามยังมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาหารธรรมชาติหรืออาหารที่มีชีวิตในการเลี้ยงปลา ซึ่งจากข้อได้เปรียบ 2 ประการตามที่ได้กล่าวมาแล้วนั้นมีผลทำให้ประเทศไทยมีอาหารธรรมชาติสำหรับการเลี้ยงปลาอยู่หลายชนิด เช่น หนอนแดงลูกน้ำ ไรแดง และโรติเฟอร์ โดยเฉพาะไรแดงนั้นในปัจจุบันได้รับการพัฒนาทางวิชาการจนเกษตรกรสามารถดำเนินการเพาะเลี้ยงประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีทำผลผลิตได้เป็นจำนวนมาก นอกจากนั้นยังมีการผลิตหนอนแดง ลูกน้ำ และไรสีน้ำตาลส่งไปขายเป็นอาหารปลาสวยงามในตลาดต่างประเทศได้เป็นจำนวนมากเช่นกัน
ถึงแม้ว่าอาหารสำเร็จรูปจะมีบทบาทในการเลี้ยงปลาสวยงามมากขึ้นก็ตามประเทศไทยก็ยังจัดว่าเป็นแหล่งของวัตถุดิบที่จำเป็นสำหรับการผลิตอาหารปลาสวยงามไม่ว่าจะเป็นปลาป่น กากถั่วเหลืองป่น ข้าวโพดป่น รำและปลายข้าวตลอดจนการผลิตสาหร่ายเกลียวทองซึ่งเชื่อว่ามีส่วนทำให้ปลามีสีสันสดสวยงามมากขึ้น
จากเหตุผลตามที่ได้กล่าวมาแล้วทำให้การเลี้ยงปลาสวยงามกลายเป็นธุรกิจที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับธุรกิจการเลี้ยงปลาในรูปแบบอื่นๆสามารถทำรายได้เข้าประเทศได้ปีละไม่ต่ำกว่า500 ล้านบาท                                                
ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงปลาสวยงาม
     

          
 ปลาสวยงามที่ซื้อขายกันอยู่ในปัจจุบันนี้จะมีทั้งปลาจากธรรมชาติและปลาที่มาจากการเพาะเลี้ยง
     ปลาสวยงามจากธรรมชาติ คือปลาที่ถูกรวบรวมจากแม่น้ำในลุ่มน้ำต่างๆโดยมีพ่อค้าไปแจ้งความจำนงชนิดปลาที่ต้องการไว้แล้วแนะนำให้ชาวประมงรู้จักวิธีการพักปลาให้มีชีวิต และมีความบอบช้ำน้อยพร้อมทั้งกำหนดราคาปลาที่จะรับซื้อไว้ เมื่อชาวประมงรวบรวมไว้ได้ระยะเวลาหนึ่งพ่อค้าก็จะเข้าไปรับ ตัวอย่างปลาสวยงามที่รวบรวมจากธรรมชาติ เช่น ปลาก้างพระร่วงปลาเสือพ่นน้ำ ปลากระทิง ปลางูคูรี่ ปลาเฉี่ยว และปลาหมู เป็นต้น
     สำหรับปลาที่มาจากการเพาะเลี้ยงนั้นจะเป็นปลาส่วนใหญ่ที่ดำเนินการซื้อขายกันอยู่ซึ่งในปัจจุบันนี้ผู้เพาะเลี้ยงปลาสวยงามในประเทศไทยนับว่ามีความสามารถและความก้าวหน้ามาก สามารถเพาะพันธุ์ปลาสวยงามมากมายหลายชนิดทั้งแบบธรรมชาติ และแบบการใช้ฮอร์โมนสามารถผลิตปลาสวยงามได้เป็นจำนวนมากทั้งสายพันธุ์ดั้งเดิมของไทยและสายพันธุ์จากต่างประเทศออกมาจำหน่าย ตัวอย่างเช่น ปลากัด ปลาทรงเครื่อง ปลากาแดงปลาหางไหม้ ปลาทองชนิดต่างๆ ปลาออสการ์ ปลาเทวดา ปลาปอมปาดัวร์ ปลาสอด ปลาน้ำผึ้งปลาหางไหม้และปลากระดี่สายพันธุ์ต่างๆ
     การเพาะพันธุ์ปลาสวยงามกระทำกันทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดบางจังหวัด เช่นจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดปทุมธานี จังหวัดราชบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดสุโขทัย และจังหวัดสุพรรณบุรี                                
การตลาดปลาสวยงาม
   ตลาดภายในประเทศการซื้อขายปลาสวยงามในปัจจุบันจะพบร้านขายปลาสวยงามอยู่ในกรุงเทพฯ เป็นจำนวนมาก ส่วนในต่างจังหวัดมักจะมีเพียงจังหวัดละ 1 ร้านโดยอยู่ในอำเภอเมืองของแต่ละจังหวัดยกเว้นจังหวัดใหญ่ๆที่มีประชากรมากอาจมี3 - 10 ร้านเช่น จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดพิษณุโลก จังหวัดสงขลา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดชลบุรีจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดขอนแก่น และจังหวัดอุดรธานีโดยที่ร้านขายปลาสวยงามเหล่านี้มักจะไม่ได้ดำเนินการเพาะเลี้ยงลูกปลาขึ้นเองแต่ดำเนินกิจการคล้ายกับร้านค้ารายย่อย คือรับซื้อสินค้าจากร้านขายส่ง ผู้ผลิตหรือเกษตรกรมาขายต่ออีกทีหนึ่ง
     สำหรับร้านขายส่งปลาสวยงามนั้นมีศูนย์กลางอยู่ที่ซันเดย์พลาซ่าและตลาดสวนจตุจักรมีร้านค้าปลาสวยงามเปิดขายประจำวันอยู่หลายร้านโดยการขายส่งปลาจะเริ่มตั้งแต่เที่ยงวันศุกร์จนถึงวันเสาร์มีการนำปลาสวยงามชนิดต่างๆ จากแหล่งต่างๆเข้ามาวางขายในลักษณะขายส่งเป็นจำนวนมากจึงทำให้ผู้ค้าปลาสวยงามที่เปิดร้านอยู่ในแหล่งต่างๆทั้งในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดจะเดินทางเข้าไปเลือกซื้อปลากันในช่วงบ่ายวันศุกร์และเช้าวันเสาร์มากที่สุดสำหรับผู้เลี้ยงปลาสวยงามที่เคยหาซื้อปลา ก็มักจะไปเลือกซื้อปลาในวันเสาร์เช่นกันเนื่องจากรู้ว่าจะมีปลาให้เลือกซื้อค่อนข้างมาก
     ในปัจจุบันได้มีตลาดขายส่งปลาสวยงามเกิดขึ้นอีกหลายแห่ง คือ ตลาดจตุจักร2 มีนบุรี ตลาดสนามหลวง 2ที่อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรีซึ่งได้มีการขยายตัวของฟาร์มเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเกิดขึ้นจำนวนมากทำให้มีตลาดขายส่งปลาสวยงามเกิดขึ้นในตัวอำเภอหลายตลาดและที่บริเวณสวนจตุจักรก็มีการแยกตัวของตลาดปลาสวยงามเกิดขึ้นอีกหลายตลาด เช่นตลาดศรีสมรัตน์ และตลาดเซเว่นเดย์
 ตลาดต่างประเทศการซื้อขายปลาสวยงามระหว่างประเทศในสมัยก่อนจะมีร้านค้าที่ดำเนินการเป็นที่รู้จักกันในนามของรังปลาเป็นผู้ดำเนินการส่งปลาสวยงามไปขายต่างประเทศหรือสั่งปลาสวยงามจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายและยังทำหน้าที่ในการซื้อปลาสวยงามที่รวบรวมจากธรรมชาติและจากผู้เพาะเลี้ยงรวมทั้งมีการดำเนินการเพาะพันธุ์ปลา สวยงามบางชนิดเองด้วยปัจจุบันการดำเนินธุรกิจในด้านนี้มีความเจริญรุดหน้าไปมากการดำเนินกิจการต้องมีการขออนุญาตอย่างเป็นกิจลักษณะทำให้รังปลาเปลี่ยนรูปแบบขอจัดตั้งเป็นบริษัทเพื่อดำเนินกิจการการส่งออกและนำเข้าสินค้ามีชีวิตซึ่งพบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนดำเนินกิจการส่งออกและนำเข้าสินค้ามีชีวิตประเภทปลาสวยงาม อยู่ประมาณ 40 บริษัทโดยบริษัทเหล่านี้ก็ดำเนินการจำหน่ายปลาในตลาดภายในประเทศด้วยสำหรับประเทศที่เราส่งปลาสวยงามไปจำหน่ายได้มากได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นเกาหลี สิงคโปร์ ฮ่องกง มาเลเซีย และเยอรมันนีส่วนประเทศที่เราสั่งปลาสวยงามมามากได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์และฮ่องกง       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น